สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)
ความรู้ทั่วไปของประเทศจีน
เกร็ดความรู้ในการท่องเที่ยวปักกิ่ง

     ปักกิ่ง หรือ เป่ย์จิง (Beijing)เป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีชื่อย่อว่า จิง ตั้งอยู่ที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของ ที่ราบหวาเป่ย ชื่อเดิมคือ จี่ สมัยชุนชิวจ้านกั๋วเป็นเมืองหลวงของแคว้นยัน สมัยราชวงศ์เหลียว เป็นเมืองหลวงรอง ชิ้อยันจิง เป็นเมืองหลวงของจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์จิน หยวน หมิง ชิงจนถึง สาธารณรัฐจีน เคยใช้ชื่อจงตู ต้าตู เป่ยผิงและเป่ยจิง เริ่มตั้งเป็นเมืองตั้งแต่ปี 1928 มีประวัติความเป็นมา เริ่ม ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งมี การขุดค้นพบกะโหลก มนุษย์ปักกิ่งตามหลักฐานที่พิสูจน์ได้ปักกิ่งมีความเจริญ รุ่งเรืองมานับแต่ คริสต์ศตวรรษ ที่ 13 ในปี พ.ศ. 1964 (ค.ศ. 1421) จักรพรรดิหย่งเล่อ ได้ทำการก่อสร้างและออกแบบผัง เมืองใหม่และย้ายฐานราชการชั่วคราวในขณะนั้นจาก เมืองหนานจิงมายัง เป่ยจิง หรือปักกิ่งในปัจจุบัน

สกุลเงินของปักกิ่ง

       สกุลเงินจีนเรียกว่าหยวน หรือ เหรินหมินปี้ (RMB) ธนบัตรมีใช้ในราคา 1, 2, 5, 10, 20, 50 และ 100 หยวน ในภาษาจีนกลางมักเรียกหยวนว่า ไคว่      กรุงปักกิ่งมีเครื่องบริการเงินสด (ATM) ให้บริการน้อยกว่าเมืองในตะวันตกอื่นๆ ดังนั้นควรใช้เช็คเดินทางเพื่อความสะดวกในการใช้จ่าย และหากเกิดการสูญหายหรือถูกโจรกรรม สามารถขอเช็คใหม่เพื่อทดแทนได้ภายใน 24 ชั่วโมง ธนาคารให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่ดีกว่าตัวแทนรับแลกเปลี่ยนที่ตั้งอยู่ที่สนามบิน สถานีรถไฟและรถบัส โรงแรม ร้านอาหาร หรือในร้านค้า

มารยาทและข้อพึงปฎิบัติในปักกิ่ง

       นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักประทับใจในมารยาทอันซับซ้อนและระเบียบแบบแผนที่เคร่งครัดของประเทศจีนซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคยสำหรับชาวตะวันตก การเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมเนียมวิธีปฎิบัติบางอย่าง ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่นมากขึ้นเท่านั้นแต่คุณยังจะได้รับความเคารพจากชาวจีนเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย คุณจะตระหนักถึงมารยาทที่ควรและไม่ควรกระทำระหว่างการสนทนาได้อย่างรวดเร็ว การสอบถามเรื่องสถานภาพสมรสเป็นเรื่องปกติมากสำหรับคนที่เพิ่งพบหน้ากัน อย่าโกรธเคืองหากมีคนถามเกี่ยวกับอายุ คนจีนโดยทั่วไปจะหลีกเลี่ยงการสนทนาเชิงลึกเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์และการเมือง ไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นอย่างรุนแรงต่อหน้าคนอื่นๆ และควรหลีกเลี่ยงการแสดงอารมณ์ในที่สาธารณะ

สภาพอากาศในปักกิ่ง

           ปักกิ่งมีฤดูกาลที่แตกต่างกันมากถึง 4 ฤดูโดยมีสภาพอากาศร้อนจัดในฤดูร้อนและหนาวเย็นในฤดูหนาว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องการเดินทางในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง จึงหลีกเลี่ยงสภาพอากาศรุนแรงในช่วงเวลาอื่นๆ ของปี

ฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงเวลาที่ดีในการท่องเที่ยวปักกิ่ง อากาศอบอุ่น มีความชื้นค่อนข้างน้อยและมีแดดจ้า ปราศจากมลพิษร้ายแรงซึ่งเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงฤดูร้อน ถ้าคุณไม่ชอบความแออัดวุ่นวายควรหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ของจีน ซึ่งโรงแรมส่วนใหญ่จะถูกจองเต็มหมดและไม่มีแม้แต่พื้นที่ให้ยืนในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ

ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน อากาศร้อนจัดซึ่งบางครั้งอาจมีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียส มีฝนตกบ่อยในช่วงเวลานี้ ชาวจีนจึงไม่ค่อยเดินทางท่องเที่ยวมากนัก ซึ่งหมายความว่าสามารถหาห้องพักได้ง่ายและสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจค่อนข้างเงียบสงบไม่ค่อยมีผู้คน

ฤดูใบไม้ร่วงเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่เหมาะแก่การท่องเที่ยว กลางวันมีอากาศอบอุ่นและแสงแดด ตอนเย็นอากาศโปร่งเย็นสบายกว่าในช่วงเดือนที่เป็นฤดูร้อน นอกจากนี้ช่วงนี้ยังมีอากาศแห้งมากจึงเป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวนิยมมามากที่สุดของปี ฤดูหนาวมีอากาศหนาวจัดอย่างรุนแรงซึ่งบางครั้งอุณหภูมิลดฮวบลงถึง -20 องศาเซลเซียสหรือน้อยกว่า อีกทั้งยังมีลมพัดแรงและมีหิมะปกคลุมพื้นที่
สถานที่ท่องเที่ยวปักกิ่ง

                 กำแพงเมืองจีน

กำแพงเมืองจีน
   เป็นกำแพงที่มีป้อมคั่นเป็นช่วงๆของจีน  สมัยโบราณสร้างในสมัยพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นครั้งแรก  กำแพงส่วนใหญ่ที่ปรากฏในปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกมองโกล และพวกเติร์ก หลังจากนั้นยังมีการสร้างกำแพงต่อ   อีกหลายครั้งด้วยกัน  แต่ภายหลังก็มีเผ่าเร่ร่อนจากมองโกเลียและแมนจูเรียสามารถบุกฝ่ากำแพงเมืองจีนได้สำเร็จ  กำแพงเมืองจีนยังคงเรียกว่า กำแพงหมื่นลี้ มีความยาวทั้งหมดถึง 6,350 กิโลเมตร และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก  ยุคกลางด้วยกำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้นกว่า 2000 ปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้    จักรพรรดิองค์แรกในประวัติศาสตร์จีนจุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางตอนเหนือโดยมีการก่อสร้างเพิ่มเติม   โดยกษัตริย์องค์ต่อมาอีกหลายพระองค์จนสำเร็จในที่สุด  กำแพงเมืองจีนถือเป็นงานก่อสร้างที่มหัศจรรย์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเท่าที่เคยมีมา

                    สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้

สุสานฉินสื่อหวงได้ค้นพบโดยบังเอิญเมื่อ 29 มีนาคม พ.ศ. 2517 โดยชาวนาในหมู่บ้านซีหยาง ชื่อ หยางจื้อฟา ในขณะที่ขุดดินเพื่อทำบ่อน้ำ บริเวณเชิงเขาหลีซาน ห่างจากตัวเมืองซีอาน ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 35 กม.[1] โดยในระหว่างที่ขุดนั้น ก็บังเอิญพบกับซากของทหารดินเผา ที่ทราบภายหลังว่ามีอายุมากกว่า 2,000 ปี

ปัจจุบันรัฐบาลจีนขุดค้นพบวัตถุโบราณที่เป็นกองทัพทหารดินเผา สรรพาวุธ รถม้าและม้าศึก จำนวนทั้งสิ้นกว่า 7,400 ชิ้น ภายในบริเวณพื้นที่หลุมสุสานกว่า 25,000 ตร.ม. มีการคาดคะเนว่าอาณาเขตของสุสานฉินสื่อหวงจะมีพื้นที่มากกว่า 2,180 ตร.กม.[2] สุสานฉินสื่อหวงได้รับการคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2530 สำหรับห้องบรรจุพระบรมศพอยู่จุดกึ่งกลางของสุสาน มีความสูง 15 เมตร มีขนาดพื้นที่และความใหญ่โตมโหฬารราวกับสนามฟุตบอล

                
                พระราชวังต้องห้าม

พระราชวังต้องห้าม
   พระราชวังต้องห้าม (Forbidden City) จากชื่อภาษาจีน แปลตามตัวอักษรได้ว่า"เมืองต้องห้ามสีม่วง"พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ใจกลางของกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน (39°54′56″N, 116°23′27″E) เป็นพระราชวังหลวงมาตั้งแต่สมัยกลางราชวงศ์หมิงจนถึงราชวงศ์ชิง พระราชวังต้องห้ามยังรู้จักกันในนาม พิพิธภัณฑ์พระราชวัง ครอบคลุมพื้นที่ 720,000 ตารางเมตร อาคาร 800 หลัง มีห้องทั้งหมด 9,999 ห้อง และมีพระที่นั่ง 75 องค์ ใช้ระยะก่อสร้างประมาณ 14 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 1949 จนถึง พ.ศ. 1963 พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจตุรัสเทียนอันเหมิน  นักท่องเที่ยวสามารถเข้าสู่พระราชวังต้องห้ามได้ทางจตุรัสนี้ ผ่านประตูเทียนอันเหมิน บริเวณรอบจตุรัสเทียนอันเหมิน เรียกว่า อาณาเขตหลวง โดยมีสิ่งก่อสร้างสำคัญอยู่โดยรอบ เช่น มหาศาลาประชาคม หอพระสมุด ห้องหับต่างๆอีกมาก รวมทั้งยังมีสวน ลานกว้าง ทางเดินเชื่อมกันโดยตลอด


                        กำแพงเมืองจีน 

                                            วัดลามะ



                     สนามกีฬารังนก


 
                            กายกรรมปักกิ่ง

ข้อมูลการท่องเที่ยวสาธารณรัฐประชาชนจีน           


ข้อมูลการท่องเที่ยวประเทศจีน

ข้อมูลทั่วไป: สาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของ ทวีปเอเชีย มีพรมแดนติดต่อกับประเทศต่างๆ 15 ประเทศด้วยกัน คือ เกาหลีเหนือ รัสเซีย มองโกลเลีย คาซัคสถาน เคอร์กิซสาน ทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย เนปาล สิกขิม ภูฐาน พม่า ลาว และ เวียดนาม ทิศตะวันออก และ ทิศใต้จดทะเลเหลือง ทะเลจีนตะวันออก รวมถึงทะเลจีนใต้ ประเทศจีนมีพื้นที่ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร และมีเมืองหลวงคือ กรุงปักกิ่ง (Beijing)

การขอวีซ่า: การยื่นวีซ่าขอเข้าประเทศจีน นักท่องเที่ยวจะต้องถือ หนังสือเดินทางที่มีอายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน พร้อมรูปถ่าย 1.5 - 2 นิ้ว จำนวน 2 รูปไปด้วยค่ะ สำหรับสถานที่ขอวีซ่าในประเทศไทย อยู่ที่สถานทูตจีน ถนนรัชดาภิเษก ใกล้กับอาคารฟอร์จูนค่ะ เวลายื่นเรื่องขอทำวีซ่า: 9.00 น. - 11.30 น.

ภาษาที่ใช้: ประเทศจีนใช้ภาษาจีนกลาง หรือ ผู่ทงฮว่า เป็นภาษาราชการ ในฮ่องกงมีการใช้ภาษาจีนกลางเป็นภาษาทางการร่วมกับ ภาษาอังกฤษ ส่วนในมาเก๊า ใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาราชการค่ะ ชาวจีนในมณฑลต่างๆ มีภาษาท้องถิ่นที่แตกต่างกัน เช่น เสฉวน หูหนาน กวางตุ้ง ไหหลำ และฮกเกี้ยนค่ะ สำหรับภาษาอังกฤษจะใช้กันตามโรงแรม และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆค่ะ

ความแตกต่างของเวลา: เวลาในสาธารณรัฐประชาชนจีนเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง

สภาพอากาศ: ลักษณะภูมิอากาศของประเทศจีนเป็นแบบมรสุมภาคพื้นทวีป ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ โดยลมเหนือจะมีอิทธิพล ต่อประเทศอย่างสูงในฤดูหนาว ขณะที่ลมใต้จะมีบทบาทในฤดูร้อน โดยจะเห็นได้อย่างเด่นชัดว่า มีฤดูฝนปนอยู่กับฤดูร้อน ด้วยภูมิอากาศที่ซับซ้อน และ ภูมิประเทศที่หลากหลายของจีน ทำให้สามารถแบ่งโซนอิงอุณหภูมิ กับ โซนอิงความชื้นของ ภาคพื้นประเทศจีนได้ คือ โซนอิงอุณหภูมิจากภาคใต้จนถึงภาคเหนือแบ่งออกได้เป็น แถบเส้นศูนย์สูตร ร้อนชื้น กึ่งร้อนชื้น อบอุ่น และแถบหนาวเย็น และแบ่งโซนอิงความแห้ง-ความชื้นจากตะวันออกเฉียงใต้ ถึง ตะวันตกเฉียงเหนือเป็นแถบความชื้นสูง ดังนั้น หากท่านจะเดินทางไปเที่ยวทางแถบไหนของจีน อย่าลืมตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วยนะคะ

ค่าเงิน และการธนาคาร: สกุลเงินของจีนเรียกว่า เหรินหมินปี้ และมีหน่วยเรียกเป็น หยวนค่ะ อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 1 หยวน ต่อ 4.7 บาท สำหรับธนบัตรจีนจะแบ่งออกเป็นใบละ 1 หยวน, 5 เจี่ยว, 1, 2 และ 5 เฟิน ค่ะ

ระบบไฟฟ้า: จีนใช้ระบบกระแสไฟแบบ AC 220 V, 50 Hz. ค่ะ อาคารส่วนใหญ่ใน ประเทศใช้ปลั๊กไฟแบบมาตรฐาน แต่ก็ยังมีบางที่ที่ยังใช้ปลั๊กแบบสามตาอยู่ ดังนั้น หากท่านต้องการนำอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าไปด้วย อย่าลืมนำเต้าแปลงปลั๊กติดไปด้วย หรือจะไปขอยืมจากทางที่พักในจีนของท่านก็ได้นะคะ โดยจะมีให้บริการที่โรงแรมในจีนบางแห่งค่ะ

ระบบโทรศัพท์: โทรศัพท์สาธารณะในเมืองจีน จะมีบริการหยอดเหรียญ ซึ่งท่านจะต้องเสียค่าบริการครั้งละ 1 หยวนหรือราวครั้งละ 4.7 บาทค่ะ นอกจากนี้ ยังมีแบบใช้บัตร (Card Phone) ที่สามารถใช้โทรออกต่างประเทศได้อีกด้วยค่ะ Card Phone นี้สามารถหาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปค่ะ

ข้อแนะนำพิเศษ: หากนักท่องเที่ยวต้องการซื้อผลไม้จากจีนกลับมาประเทศไทย ท่านจะต้องตรวจสอบชนิดของผลไม้ที่จีนอนุญาต ให้นำออกมาได้ก่อนนะคะ มิฉะนั้น ผลไม้ที่ท่านซื้ออาจจะไม่สามารถนำขึ้นเครื่องกลับมาได้ค่ะ

ส่วน เรื่องรถแท็กซี่ในเมืองจีนนั้น สามารถเรียกได้ทุกแห่งค่ะ รถทุกคันจะมีการติดตั้งมิเตอร์เอาไว้ ท่านจะต้องบอกกับคนขับ ก่อนว่าจะไปไหนแล้วค่อยขึ้นไปนั่ง สำหรับอัตราค่าบริการนั้น มิเตอร์จะเริ่มที่ 10 หยวนค่ะ สำหรับนักท่องเที่ยวผู้ชายสามารถ นั่งคู่กับคนขับรถได้เฉพาะในเขตเมืองเท่านั้นนะคะ และจะไม่อนุญาตให้นั่งข้างหน้าคู่กับคนขับ หลังจาก 01:00 น. ไปจนถึงสว่างค่ะ

การ ช้อปปิ้งในเซินเจิ้น พ่อค้าแม่ค้าที่นั่นจะตั้งราคาแรกไว้สูงมาก แต่ก็อย่าเพิ่งตกใจกับราคาที่แพงจนซื้อไม่ได้นะคะ เพราะท่านสามารถต่อรองราคาได้มากกว่า 50% กันเลยค่ะ

การเดินทาง: การเดินทางเข้าประเทศจีน มีอยู่หลายเส้นทางด้วยกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นทางอากาศหรือทางน้ำ ขึ้นอยู่กับเมืองที่ท่านต้องการไปเที่ยวค่ะ เช่น หากท่านต้องการไปเที่ยวกรุงปักกิ่ง ท่านสามารถนั่งเครื่องบินไปลงปักกิ่งโดยตรง หรือ ไปลงฮ่องกงแล้วนั่งรถต่อเข้าไปปักกิ่ง หรือ จะนั่งเรือเข้าไปมหานครปักกิ่งจากมาเก๊าก็ได้เช่นกันค่ะ

อาหารท้องถิ่น: อาหารจีนต้นตำรับที่พลาดไม่ได้ เมื่อเดินทางไปเยือนเมืองจีน ก็คือ อาหารเสฉวน เอกลักษณ์อยู่ตรงที่รสเผ็ดและชา รสชาติสด หอม ชุ่มคอ และอร่อย อาหารจานเด็ดของเสฉวน ได้แก่ "หมาผัวโต้วฝู่" หรือ ผัดเต้าหู้เนื้อสับ อาหารหูหนาน หรือ เซียงไช่ ก็เป็นอาหารขึ้นชื่ออีกประเภท มีจุดเด่นอยู่ที่รสเปรี้ยว และเผ็ด นอกจากนี้ เกี๊ยวต้มจีน หรือ เจี่ยวจือ ถือเป็นอาหารท้องถิ่นที่ชาวจีนนิยม รับประทานกันมากค่ะ ท่านที่ไปเที่ยวเมืองจีน อย่าพลาดการลิ้มลองอาหารเลื่องชื่อ เหล่านี้ได้ จากร้านอาหาร และ ภัตตาคารต่างๆของโรงแรมในจีนกันนะคะ ทั้งนี้ อาหารในเมืองจีนส่วนใหญ่รสชาติค่อนข้างจืด สำหรับท่านที่ชอบทาน อาหารรสจัด สามารถนำเครื่องปรุงติดตัวไปรับประทานเองได้นะคะ เช่น น้ำพริก หรือซอสปรุงรสต่างๆค่ะ

แหล่งช้อปปิ้ง: แหล่งช้อปปิ้งในจีนที่โด่งดังคงไม่พ้นที่ เซินเจิ้น เป็นแน่ เพราะเป็นห้างที่มีลักษณะคล้ายกับมาบุญครองในบ้านเรา เลยค่ะ ในห้างนั้นจะจำหน่ายสินค้าหลากหลายมากมาย ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นสินค้า ลอกเลียนแบบ แต่คุณภาพดีใช้ได้เลยค่ะ แถมคนขายส่วนมากก็พูดภาษาไทย ได้อีกด้วย นอกจากนี้แล้วท่านยังสามารถช้อปปิ้งในจีนได้อีกหลายแห่งค่ะ ในประเทศจีนจะมีตลาดมากมายให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อเลือกหากันค่ะ







                        กำแพงเมืองจีน 

                                            วัดลามะ



                     สนามกีฬารังนก


 
                            กายกรรมปักกิ่ง

view