สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

 

ข้อมูลการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น            

ข้อมูลทั่ว ไป: ประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ด้านฝั่งตะวันออกของทวีปเอเชีย หรือทางตอนเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก หมู่เกาะญี่ปุ่นทอดตัวเป็น รูปโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว โดยมีความยาวทั้งสิ้น 3,800 กม. และเป็นประเทศหมู่เกาะ ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่ประมาณ 3,900 เกาะ โดยมีเกาะใหญ่ที่สำคัญ 4 เกาะ คือ ฮอกไกโด ฮอนชู ชิโกกุ และ กิวชู

การขอวีซ่า: วีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชน ของประเทศที่ไม่ได้มีการตกลงยกเว้นวีซ่าไว้กับรัฐบาลญี่ปุ่น สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่ถือหนังสือเดินทางสัญชาติไทยจำเป็นต้อง ยื่นคำร้องขอวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่น สิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องเตรียมก็คือ หนังสือเดินทางที่มีอายุใช้งานมากกว่า 6 เดือน ก่อนเดินทาง ท่านควรจะไปสอบถามเรื่องการขอวีซ่าที่สถานทูตญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ หรือสถานกงสุลญี่ปุ่นประจำเชียงใหม่ก่อนนะคะ ขั้นตอนการขออาจจะยุ่งยากซักหน่อยนะคะ แต่ถ้าได้ไปเที่ยวแล้วจะรู้สึกว่า คุ้มค่าจริงๆค่ะ

ภาษาที่ใช้: ประชาชนในประเทศญี่ปุ่นใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาราชการค่ะ ชาวญี่ปุ่นมีความเป็นชาตินิยมสูงมากจึงแทบจะไม่มีใคร ที่สามารถพูดภาษาอังกฤษกับนักท่องเที่ยวได้เลย จึงเป็นอุปสรรคต่อการไปเที่ยวเองโดยไม่ได้ไปกับทัวร์ซักหน่อยนะคะ

ความแตกต่างของเวลา: เวลาในประเทศญี่ปุ่นเร็วกว่าเมืองไทย 2 ชั่วโมงค่ะ ซึ่งถือว่าต่างกันไม่มากนะคะ จึงไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่อง ของการปรับตัวซักเท่าไหร่ค่ะ

สภาพอากาศ: สภาพอากาศโดยทั่วๆ ไปเป็นอากาศอบอุ่น ในฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม - พฤษภาคม) เป็นช่วงเวลาที่ดอกเหมยและ ดอกซากุระบาน นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติรวมถึงชาวญี่ปุ่นเอง ต่างก็นิยมไปชื่นชมความงามของดอกซากุระกันในฤดูนี้ค่ะ ส่วนในฤดูร้อน (มิถุนายน - สิงหาคม) เป็นเวลาของการเที่ยวเล่นในแดนธรรมชาติ และในฤดูหนาว (ธันวาคม - กุมภาพันธ์) เป็นฤดูแห่งการสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับหิมะ ประเทศญี่ปุ่นนี้เรียกได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่ท่านสามารถไปเที่ยวชม ได้ตลอดทั้งปีเลยก็ว่าได้ค่ะ

ค่าเงิน และการธนาคาร: ในประเทศญี่ปุ่น เงินเหรียญที่ใช้กันมีราคา 1 5 10 50 100 และ 500 เยน ตามลำดับ ธนบัตรที่ใช้มีราคา 1,000 5,000 และ 10,000 ส่วนเงินสกุลอื่น ๆ ที่นำเข้าไปในญี่ปุ่น สามารถแลกเป็นเงินเยนได้ที่ ศูนย์แลกเปลี่ยนเงินตรา ภายในท่าอากาศยานที่เดินทางไปถึงค่ะ หรือจะแลกได้ตามธนาคารในเมืองต่างๆ ก็ได้ค่ะ อัตราแลกเปลี่ยนจะขึ้นๆ ลงๆ ทุกวัน ธนาคารส่วนมากจะมีป้ายบอกอัตราแลกเปลี่ยน ประจำวันติดไว้ไห้เห็นอย่างชัดเจนค่ะ อัตราแลกเปลี่ยนกับเงินไทยจะอยู่ที่ 100 เยน ต่อ 30.82 บาท ค่ะ

ระบบไฟฟ้า: กระแสไฟฟ้าในญี่ปุ่นที่ใช้ตามบ้านเรือนทั่วไปเป็นแบบ 110 โวลต์ ชนิดกระแสสลับทั่วประเทศ แต่มีไซเกิลสองขนาด คือ ภาคตะวันออกใช้ 50 เฮิร์ซ ภาคตะวันตกใช้ 60 เฮิร์ซ โรงแรมในญี่ปุ่น โดยเฉพาะที่เมืองใหญ่ๆจะมีปลั๊กไฟสองระบบ คือ 110 และ 220 โวลต์ให้ใช้ แต่เต้าเสียบมักจะใช้ชนิดสองขาเท่านั้นค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าหากท่านต้องการนำอุปกรณ์ไฟฟ้าไปด้วย ก็ควรนำเต้าแปลงปลั๊กไปด้วยนะคะ

ระบบโทรศัพท์: ท่านจะสามารถพบเห็นโทรศัพท์สาธารณะในญี่ปุ่นได้ทั่วไปนะคะ มีทั้งแบบหยอดเหรียญและแบบใช้บัตรโทรศัพท์ อัตราค่าบริการโทรศัพท์จะคิดเป็นต่อนาทีค่ะ โดยถ้าโทรภายในประเทศจะคิดนาทีละ 10 เยน และถ้าต้องการโทรศัพท์ทางไกลจากญี่ปุ่นกลับประเทศไทย ให้กด 001 + รหัสประเทศไทย (66) + รหัสเมืองหรือรหัสมือถือ (ไม่ต้องกด 0 ตัวหน้า) + หมายเลขโทรศัพท์ 7 หลักค่ะ เช่น 001-66-2-1234567 ค่ะ

หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ:
1. ตำรวจ กด 110
2. รถพยาบาล สถานีดับเพลิง กด 119

การเดินทาง: การเดินทางเข้าประเทศโดยการโดยสารเครื่องบิน เครื่องจะลงจอดที่ท่าอากาศยานนิวโตเกียวอินเตอร์เนชั่นแนล หรือเรียกสั้นๆ ว่าท่าอากาศยานนาริตะ โดยมีวิธีเดินทางจากนาริตะไปโตเกียว และ โยโกฮาม่าหลายวิธีด้วยกันค่ะ หรือถ้าหากท่านบินไปลงที่ท่าอากาศยานคันไซ ก็มีวิธีการเดินทางเข้าไปยังตัวเมืองโอซาก้า เกียวโต และ โกเบได้หลายวิธีเช่นกันค่ะ ประกอบด้วย

บริการลีมูซีนบัส เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ ลีมูซีนบัสจะไปส่งที่ปลายทาง คือ โตเกียวซิตี้แอร์ เทอร์มินัล (Tokyo City Air Terminal: TCAT) ค่ะ

บริการ แท๊กซี่จากสนามบินนานาชาตินาริตะเข้าเมืองโตเกียว อัตราค่าโดยสารแท๊กซี่จะคิดโดยกำหนดค่าโดยสารตามมิเตอร์เหมือนบ้านเราเลยค่ะ แต่ราคานี้ยังไม่รวมค่าทางด่วนนะคะ ถ้ารวมกันแล้วจะประมาณ 25,000 เยนหรือมากกว่านั้นค่ะ

การเดินทางโดยระบบรถไฟ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก เพราะมีสถานีครอบคลุมทั่วประเทศ และยังช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางได้มากอีกด้วยค่ะ

การเดินทางด้วยเรือเฟอร์รี่ ก็มีให้บริการเช่นกัน การเดินทางโดยทางเรือจะเป็นการเดินทางเชื่อมระหว่างเมืองท่าโตเกียว โอซาก้า และ โกเบ กับเมืองท่าหลักบนเกาะฮอกไกโด คิวชู ชิโกกุ ค่ะ

นอก เหนือจากที่กล่าวมานี้ ก็จะเป็นการเดินทางแบบง่ายๆโดยรถบัส และรถเช่าค่ะ ท่านจะเห็นได้ว่า ระบบคมนาคมในญี่ปุ่นทั้งทันสมัยและมีระบบดีมาก ถึงอย่างไรก็ตาม ก่อนออกเดินทางท่องเที่ยวในแต่ละวัน อย่าลืมวางแผนการเดินทางด้วยนะคะ

ข้อแนะนำพิเศษ: ในสถานที่บางแห่งและบริการมวลชนบางประเภท จะไม่สามารถรับเงินตราต่างประเทศได้ เช่น พาหนะขนส่งมวลชนสาธารณะ ห้างร้าน ร้านค้า และภัตตาคาร ดังนั้น นักท่องเที่ยวจึงจำเป็นต้องพกเงินสดสกุลเยนไว้บ้างนะคะ เพื่อใช้จ่ายในขณะท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่น แต่ก็มีร้านค้าและภัตตาคารบางแห่งที่ยอมรับเงินสกุลอื่นเหมือนกันนะคะ ส่วนเงินเยนที่เหลือจากการใช้ จะแลกคืนได้เฉพาะที่เป็นธนบัตรเท่านั้นค่ะ

เสื้อ ผ้าที่ควรเตรียมไปในฤดูใบไม้ผลิ และใบไม้ร่วงคือ เสื้อแจ๊คเก็ตและสเว็ตเตอร์กันหนาว ในฤดูร้อนให้เตรียมเสื้อผ้าที่บางเบา แขนสั้น ส่วนในฤดูหนาว จำเป็นต้องมีเสื้อคลุมโอเวอร์โค๊ต ชุดผ้าขนสัตว์ แจ๊คเก็ตชนิดหนาเป็นพิเศษ และสเว็ตเตอร์สำหรับฤดูหนาวค่ะเวลาไปไหนมาไหนในญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวจะต้องพกผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชู่ติดตัวเสมอ เพราะร้านอาหารในญี่ปุ่นจำนวนมากไม่บริการผ้าเช็ดมือ มีบริการแต่เพียง "โอชิโบริ" เท่านั้น (ผ้าร้อนเช็ดมือ) ส่วนน้ำก๊อกในญี่ปุ่นทุกแห่งปลอดภัยสามารถดื่มได้ค่ะ

อาหารท้องถิ่น: อาหารญี่ปุ่นนับว่าเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของประเทศ เลยก็ว่าได้ แม้แต่อาหารธรรมดาทั่วไป ยังมีศิลปะในการจัดวาง บนภาชนะ ให้ดูสวยงามน่าทานเป็นอย่างยิ่ง อาหารจานเด็ดต่างๆ เช่น ซูชิ หม้อร้อน เทมปุระ ไก่ปิ้งเสียบไม้ หรือก๋วยเตี๋ยวน้ำเสิร์ฟใส่ภาชนะก้นลึก เหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดชิมเลยนะคะ และอาหารที่ได้รับความนิยมอีกอย่างหนึ่งในญี่ปุ่นนั่นคือ ปลาดิบ ในประเทศนี้มีร้านขาย ซูซิ (หรือสุชิ) อยู่มากมาย และขายดีที่สุดในบรรดาร้านอาหาร รวมถึง ภัตตาคารภายในที่พักในญี่ปุ่นของท่าน โดยมีราคาที่แตกต่างลดหลั่นกันไป ตั้งแต่ราคาแพงที่สุด ลงไปจนถึงแพงพอจะซื้อหารับประทานได้ค่ะ

แหล่งช้อปปิ้ง: การช้อปปิ้งในญี่ปุ่น ท่านจะได้พบกับสิ่งที่แปลกใหม่ และน่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งมีตั้งแต่ ศิลปวัตถุแบบประเพณีนิยมของญี่ปุ่น จนถึงสิ่งที่พลาดไม่ได้เลย คือ สินค้าไฮ-เทค เพราะญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความทันสมัยในเรื่องของเทคโนโลยี แต่ถ้าท่านจะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ควรตรวจสอบราคาให้ดี โดยเปรียบเทียบราคากับบ้านเราก่อนซื้อนะคะ

ญี่ปุ่น คงเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในใจผู้รักการท่องเที่ยวอย่างเราๆค่ะ เพราะด้วยความที่ญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นอาหารแสนอร่อย อย่างซูชิ,ราเม็ง,ทาโกะยากิ หรือจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆแปลกๆมากมายหลายแห่ง อย่างภูเขาไฟฟูจิ,สวนอุเอโนะ,พระราชวังอิมพีเรียล,พิพิธภัณฑ์ราเม็ง

หาก ใครได้ไปสัมผัสสเน่ห์ของญี่ปุ่นสักครั้ง ก็มักจะติดใจและอยากจะกลับไปเที่ยวอีกครั้งค่ะ แหม..อะไรจะขนาดน๊านนน  เลยอดไม่ได้ที่จะพาเพื่อนๆมาพบกับประสบการณ์ใหม่ๆในประเทศญี่ปุ่นที่อาจจะทำ ให้เพื่อนๆหลงใหลจนอยากจะไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง "นิปปง ไอนิอิคุโย

 
100 เยน = 36 บาท     
เร็วกว่าไทย 2 ชม.     
110 V
 
ภูมิอากาศ ต่ำสุด -5 , สูงสุด 30 °C      
เดินทาง 5 ชม.     
10-15 บาท/นาที 

สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

เที่ยวญี่ปุ่นฤดูไหนให้สนุก 

  ฤดูใบไม้ผลิ เริ่มต้นในเดือนมีนาคมเรื่อยไปจนถึงเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงเวลาแห่งความสดชื่นเบิกบานดอกไม้เริ่มผลิแย้ม ใบไม้สีเขียวขจีแตกยอดชูไสว ลมเอื่อย ๆ เริ่มพัดพาเอากลิ่นไอแห่งธรรมชาติ สีสรรแห่งชีวิตเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง เป็นฤดูที่น่าเที่ยวมากที่สุด
โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายนอันเป็นเดือนที่ดอกซากุระบานสะพรั่งทุกแห่งหน จะถูกปกคลุมไป ด้วยสีชมพูและขาว ชาวญี่ปุ่นจะพากันเอาเสื่อมาปูใต้ต้นซากุระ และจิบสาเกพลางชื่นชมความงามของซากุระ เป็นภาพที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำและประทับใจท่านตลอดไป โดยเฉพาะสวนซากุระที่ ศาลเจ้าเฮย์อันร ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสวนซากุระที่สวยที่ สุดในโลก
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ซากุระนี้จะบานอยู่เพียง 1-2 สัปดาห็เท่านั้นเพื่อป้องกันความผิดหวัง กรุณาสอบถามกำหนดการเดินทางช่วงซากุระบานกับเจ้าหน้าที่ของเราเพื่อประกันความผิดหวัง อุณหภูมิ 12-16ซ

ฤดูร้อน มิ.ย.-ส.ค. ฤดูร้อนในญี่ปุ่นเริ่มในเดือนมิถุนายนซึ่งก่อนหน้านี้จะฝนตกอยู่ประมาณ 5 อาทิตย์ทำให้ซากุระร่วงหมด แต่จะกลายเป็นการเริ่มต้นแห่งฤดูปลูกข้าวของชาวนา อากาศจะเริ่มอบอุ่นขึ้นเรื่อย ๆฤดูนี้จะเป็นฤดูแห่งความสนุกสนาน เพราะเป็นช่วงที่มีเทศลากประจำปีต่าง ๆ มากมายรวมทั้งการเฉลิมฉลองต่าง ๆ เป็นช่วงแห่งการท่องเที่ยว และตากอากาศตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ จนเต็มไปด้วยผู้คนทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ
โดยเฉพาะตามสถานที่ตากอากาศ แถบชายทะเล และ ภูเขาเป็นฤดูที่มีอากาศดี ท้องฟ้าสีครามสดใสเหมาะแก่การถ่ายภาพเป็นอย่างยิ่ง สำหรับท่านที่โปรดปรานผลไม้ ในฤดูนี้จะมีผลไม้มากมายให้ท่านลองลิ้มชิมรส นับเป็นฤดูที่น่าท่องเที่ยวมากไม่แพ้ฤดูใบไม้ผลิ.

ฤดูใบไม้ร่วง. ก.ย.-พ.ย. ฤดูใบไม้ร่วงในญี่ปุ่นจะเริ่มในราวเดือนกันยายนจนถึงเดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงที่มีอากาศดี เพราะหลังจากฤดูร้อนผ่านพ้นไป ลมเย็นเอื่อย ๆ ก็พัดมาแทนที่ เหล่าพฤกษานานาพันธุ์เริ่มผลัดสีจากเขียวเป็นแดง ส้ม เหลือง แล้วก็พากันร่วงหล่นลงดิน เหลือแต่กิ่งก้านโบกไหวไปตามลมรอวันที่ลมหนาวพัดมาเยือนอย่างท้าทาย ในฤดูนี้นับว่าเป็นฤดูที่มีสีสันมากที่สุดตามภูเขาในป่า สวนสาธารณะจะเต็มไปด้วยสีแดง ส้ม เหลืองและบรรดาพฤกษาผลัดสีทั้งหลายนี้ มีมากมาย หลายพันธุ์ที่พอสลัดใบร่วงหล่นหมดก็จะแตกช่อออกดอกนับเป็นช่วงฤดูกาลที่สวยสดงดงามชวนอภิรมย์ยิ่งนัก และโดยเฉพาะ สำหรับชาวญี่ปุ่นมันเป็นช่วงเวลาแห่งการกีฬา ดนตรี และพักผ่อน อุณหภูมิประมาณ 14-18 ซ

ฤดูหนาว. ธ.ค.-ก.พ. ฤดูหนาวของญี่ปุ่นเริ่มต้นในราวเดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงฤดูกาลที่หนาวเย็น ทุกแห่งหนเต็มไปด้วยหิมะปกคลุมขาวโพลนอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะในทางภาคเหนือน้ำในแม่น้ำลำคลอง และทะเลสาป บางแห่งจะกลายเป็นน้ำแข็ง บรรดาเด็กและ ผู้ใหญ่ต่างพากันออกมาเล่นสเก็ตน้ำแข็งกันเป็นที่เบิกบาน ส่วนบนภูเขาก็จะมีการ เล่นสกีกันอย่างสนุกสนาน ในเมืองซัปโปโรที่เกาะฮอกไกโด จะมีงาน "เทศกาลหิมะ" เฉลิมฉลองกันอย่างเต็มที่ เป็นงานเทศกาลใหญ่ระดับโลกก็ว่าได้ มีการประกวดการปั้นหิมะ เป็นรูปสถาปัตยกรรม สิ่งก่อสร้างในประเทศต่าง ๆ นอกจากนี้เป็น ช่วงฤดูหนาวแห่งความสุขของครอบครัวอย่างแท้จริง ชาวญี่ปุ่นทุกคนรักฤดูหนาวรักการที่ทุกคนในครอบครัว จะได้มานั่งผิงไฟ รวมกันพูดคุยหยอกล้อเป็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มีค่ามากเด็ก ๆ ทุกคนต่างพากันรอนับวันสำคัญที่พวกเขาถือว่า เป็นวันที่ดีที่สุดในรอบปี นั่นคือ วันคริสต์มาสและวันปีใหม่ ทุกแห่งหนจะมีการประดับประดาด้วยไฟหลากสีสวยงาม น่าประทับใจยิ่งนัก อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 1-8 องศา

 ถนนสายช้อปปิ้ง (Shopping)

ถนนสายกาน้ำชา คือ ถนนทางขึ้นวัดคิโยมิสึ (Kiyomizu-dera)เนื่องจากสมัยก่อนเคยมี ร้านขายถ้วยชาที่เป็นเครื่องปั้นดินเผาเรียงรายตลอด 2 ข้างทาง ในปัจจุบันนี้กลายเป็นร้านขายของที่ระลึกมากมาย

ชินจูกุ (Shinjuku)
ชินจูกุเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งของโตเกียว ไม่จำกัดว่าเป็นย่านแฟชั่น หรือย่านใดๆทั้งสิ้นเนื่องจากว่าที่ชินจูกุจะมีร้านค้าหลากหลายให้จับจ่ายครบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น เสื่อผ้า เครื่องแต่งกาย สินค้ามียี่ห้อ(แบรนด์ต่างๆ) เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้ามือสอง ร้านขายยา และยังรวมไปถึงแหล่งบันเทิงกลางคืนและร้านอาหารต่างๆด้วย

ช้อปปิ้งที่ฮาราจูกุ ( Shopping in Harajuku )
ย่านช้อปปิ้งชื่อดังของญี่ปุ่น เป็นแหล่งรวมวันรุ่นที่แต่งตัวกันอย่างหลุดโลก ถ้าใครต้องการเสื้อผ้าแบบแหวกแนวแบบสุด ๆ ก็ที่นี่เลยรับประกันความประทับใจ

ตลาดปลาซึกิจิ ( Tsukiji Fish Market )
ใครที่อยากจะกินหอย ปู ปลาตัวใหญ่ ๆ สด ๆ ล่ะก็ หรือ ซูชิที่อร่อยมาก ๆตลาดปลาซึกิจิจำชื่อนี้ไว้ มีทุกอย่างเพื่อน ๆ ที่ต้องการ

นากามิเซะ ( Nakamise Dori ) 
มาเที่ยวทั้งทีต้องมีของฝากติดไม้ติดมือใช่มั้ย นั้นก็ที่นี่เลย นากามิเซะนี่ล่ะเหมาะที่สุดเชื่อสิ ลองไปดู

 ย่านอิเล็กทรอนิกส์ของโตเกียว อากิฮาบาร่า ( Akihabara )
เพื่อน ๆ เชื่อมั้ยว่าย่านช๊อปปิ้งอากิฮาบาร่านี้ สามารถทำให้เพื่อน ๆไม่อาจห้ามใจที่จะซื้อของจากที่นี่ได้ อยากรู้มั้ยว่าเพราะอะไรต้องลองอ่านดู

เมืองเบปปุ เมืองหลวงแห่งน้ำพุร้อน

มืองเบปปุ ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลตะวันออกของเกาะคิวชูเป็นเมืองแห่งบ่อน้ำแร่ที่เป็นบ่อโคลน (หลากสี) จัดเป็นเมืองที่มีรีสอร์ทน้ำแร่มากที่สุด นักท่องเที่ยวสามารถลองแช่น้ำแร่หลายหลากชนิดได้เมืองเบปปุ เป็นแหล่งน้ำพุร้อนหลักของญี่ปุ่น ในจังหวัดโออิตะ ไม่มีรีสอร์ทใดที่สามารถผลิตน้ำพุร้อนได้มากกว่าที่นี่ในบรรดาสถานที่ท่องเที่ยวของเบปปุ ยังมี "เฮลส์" บ่อน้ำพุร้อนจัด ซึ่งไม่เหมาะแก่การลงแช่ จิโงคุ หรือ "เฮลส์"ในเมืองเบปปุ เป็นน้ำพุร้อน 9 แห่งที่น่าตื่นตาตื่นใจที่เหมาะสำหรับชื่นชมมากกว่าการลงแช่

พิพิธภัณฑ์ราเม็ง ( Shin Yokohama Raumen Museum )
มาถึงที่โยโกฮาม่า จากสถานีชินโยโกฮาม่าขึ้นไปทางเหนือ ไม่ไกลนัก เราจะพบ พิพิธภัณฑ์ราเม็ง(Shin Yokohama Raumen Museum) หรือที่เรียกกันว่า ราเม็งมิวเซียม นั่นเองค่ะ เปิด 11.00 - 23.00 น.(เข้าก่อน 22.00 น.) พอจ่ายค่าบัตรผ่านประตูผู้ใหญ่ 300 เยน เด็ก 100 เยน (ไม่รวมค่าราเม็งนะจ้ะ)เสร็จแล้วก็เข้าไปชมข้างในกันได้เลยค่ะขอเล่าประวัติของราเม็งสักเล็กน้อยนะคะ เนื่องจากท่าเรือใหญ่ของญี่ปุ่นนั้นคือเมืองโยโกฮาม่า และก็อยู่ไม่ไกลจากโตเกียวด้วย ทำให้โยโกฮามาเปรียบเหมือนประตูแห่งญี่ปุ่นเลยละค่ะ  เพราะว่าชาวต่างชาติใครไปใครมาก็จะมาหยุดอยู่ที่ท่าเรือโยโกฮามาก่อนจะเข้าโตเกียว ทำให้มีวัฒนธรรมนานาชาติผ่านเข้าสู่ญี่ปุ่น ณ จุดนี้ ซึ่งราเม็งก็เป็น 1 ในวัฒนธรรมที่ชาวจีนนำเข้ามาด้วยตอนที่อพยพมาทำงานตามเมืองท่าเรือ ในช่วงแรกเรียกว่าบะหมี่จีน พอคนญี่ปุ่นมาชิมปุ๊บก็เลยติดใจและดัดแปลงรสชาติให้เข้ากับคนญี่ปุ่น เกิดเป็นราเม็งน้ำข้นบ้างน้ำใสบ้าง มีเนื้อหมูฝานเป็นแผ่นบางๆ ส่วนใหญ่มักเป็นหมูมีมันตรงกลาง

ราเม็งมีหลากหลายชนิดแตกต่างกันตามภูมิภาค โดยชนิดของราเม็งจะแบ่งตาม เส้นก๋วยเตี๋ยว เนื้อและน้ำซุป สามอย่างนี้เป็นหลัก โชยุราเม็ง (ราเม็งซีอิ๊ว), มิโซะราเม็ง, พลายราเม็ง, บันชูราเม็ง, ทะกะยะมะราเม็ง,โอโนะมิจิราเม็ง, จุ้ยราเม็ง, ปาล์มราเม็ง จุดเด่นอยู่ที่น้ำซุปราเม็งที่แสนจะเข้มข้น กับเส้นเหนียวนุ่มนี่ละค่ะที่ราเม็งมิวเซียม มีทั้งหมด 3 ชั้นด้วยกันค่ะ ตามแผนที่ด้านล่าง แต่ละชั้นก็จะแตกต่างกันออกไป

ชั้นแรกที่พบ ก็จะมีการเล่าถึงประวัติความเป็นมาของราเม็งญี่ปุ่น เครื่องมือในการใช้ผลิตเส้นราเม็งและราเม็งชนิดต่างๆ และมีร้่านขายสินค้า ของที่ระลึกก็จะเป็นพวกราเม็งกึ่งสำเร็จรูปเอาไปทำกินเองที่บ้านมีอุปกรณ์การกินราเม็งมากมาย เช่น ชาม ถ้วย ช้อน ตะเกียบ เส้นที่เอาไว้ทำราเม็งค่ะ
และถ้าเพื่อน ๆ มาเที่ยวไม่ว่าจะเป็นที่นี่หรือไปเที่ยวที่ไหนสิ่งที่ขาดไม่ได้คงจะเป็นพวกของฝากหรือของที่ระลึกต่าง ๆ ใช่มั้ยค่ะ ที่พิพิธภัณฑ์ราเม็งแห่งนี้ก็มีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกกันอย่างมากมาย เอาเป็นว่าอาจจะถือกลับไม่ไหวเลยด้วยซ้ำ  มีการแสดงบะหมี่ในแนวต่างๆค่ะ ภาพด้านซ้ายเป็นบะหมี่ถ้วย ส่วนภาพด้านขวาเป็นบะหมี่ที่ออกแบบมาเพื่อรับประทานในอวกาศในสภาพที่ไร้แรงโน้มถ่วง ประมาณว่าตัดซองปั๊บ พอบะหมี่ลอยออกมาก็งับเข้าปากได้เลยค่ะ แหม คนญี่ปุ่นนี่ช่างคิดจริงๆ


และที่เด็ดที่สุดเลยต้องเป็นชั้นใต้ดินค่ะ  เพราะในชั้นใต้ดินแห่งนี้มีร้านขายราเม็งอยู่มากมายค่ะ ตกแต่งในสไตล์ย้อนยุคไปช่วงประมาณ พ.ศ. 2500 และไม่ได้เด่นเรื่องบรรยากาศแค่นั้นนะ รสชาตินี่สุดยอดเลยด้วย
นอกจากร้านขายราเม็งแล้วยังมีร้านค้าสมัยเก่าอีกหลายร้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านขายขนมแบบย้อนยุค หรือร้านขายของฝากก็มีอยู่หลายร้านเช่นกันยังไงก็แวะอุดหนุนเค้าบ้างนะ ร้านราเม็งที่ราเม็งมิวเซียมแห่งนี้ มีเพียง 8 ร้านที่ผ่านการคัดเลือกว่าทำราเม็งได้อร่อยที่สุดในญี่ปุ่นเลยทีเดียวค่ะโดยแต่ละร้านจะมาจากเมืองแห่งราเม็ง เช่น ซัปโปโร, ฟูคุชิมะ, วาคายามะ, ฮากาตะ แหม สำหรับราเม็งเลิฟเวอร์นี่ห้ามพลาดเด็ดขาด วิธีการทานราเม็งที่นี่ออกจะแปลกสักนิดนะคะ คือเราต้องเลือกร้านราเม็งที่ถูกใจก่อน โดยที่หน้าร้านจะมีตู้กดเลือกชนิดของราเม็งที่เราสนใจ มีรูปพร้อมราคาบอกไว้เสร็จสรรพ เรามีหน้าที่ใส่เงินเข้าไปแล้วกดเลือกป้ายที่ต้องการ คูปองของราเม็งชนิดที่เราต้องการก็จะหล่นลงมา เราก็เอาคูปองนั้นเข้าไปนั่งในร้านยื่นให้พนักงานรอคิวสักครู่ เมื่อที่นั่งในร้านว่างจึงจะเข้าไปรับประทานได้ค่ะ

 ล่องเรือโจรสลัดที่ ทะเลสาบอาชิ ( Ashi Lake )

ที่ทะเลสาบอาชิคนที่มาเที่ยวที่นี่ก็จะต้องมาล่องเรือโจรสลัด โดยค่าโดยสารจะอยู่ที่ 970 เยน ใช้เวลาในการล่องเรือ 40 นาที เพื่อไปยังท่า Hakonemachi โดยตัวเรือจะถูกตกแต่งให้เป็นเรือโจรสลัดย้อนยุค ก่อนจะถึงท่าเรือจะเห็นเสาโทริอิสีแดงอันใหญ่ๆอยู่กลางริมน้ำ เสานี้คือเสาของศาลเจ้าฮาโกเน่ (Hakone Jinja Shrine)


หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go)

การเดินทาง สามารถใช้ทางด่วนที่เพิ่งสร้างเสร็จ ระหว่างชิราคาวาโกะ และฮิดะ-คิโยมิ ได้เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา ผลที่ได้คือระยะเวลาในการเดินทางจากบริเวณด้านตะวันออกของญี่ปุ่นสู่ชิราคาวาโกะ จะลดลงระยะเวลาการเดินทางด้วยรถประจำทางระหว่างทาคายามา (Takayama) และชิราคาวาโกะ จาก 2 ชั่วโมง เหลือเพียง 50 นาที
ส่วนการเดินทางด้วยรถประจำทาง (Nohi Bus) ผ่านทาคายามาจะให้บริการรถประจำทาง 8-9 คันต่อวัน ระหว่างทาคายามาและ ชิราคาวาโกะ การเดินทางเที่ยวเดียวใช้เวลาประมาณ 50 นาที ราคา 2,400 เยน สำหรับราคาค่าเดินทางแบบไปกลับ ราคา 4,300 เยนและไม่สามารถใช้บัตรโดยสาร Japan Rail Pass ได้  หมู่บ้านมรดกโลกชิราคาวาโกะและบริเวณโกคายาม่า ที่อยู่ใกล้กันเป็นหมู่บ้านชาวนาที่ตั้งอยู่ในหุบเขาตามลำน้ำShogawa ตามแนวสันเขาที่ทอดยาวตั้งแต่เขตจังหวัด Gifu ถึง Toyama ชิราคาวาโกะ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี 1995 มีบ้านแบบกัสโชสึคุริ (Gassho-zukuri) เป็นบ้านชาวนาโบราณที่มีอายุมากกว่า 250 ปีบ้านในแบบกัสโชสึคุริ บ้านแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ชื่อนี้ได้มาจากคำว่า “กัสโช” ซึ่งแปลว่า “พนมมือ”ตามรูปแบบของบ้านที่หลังคาชันถึง 60 องศา มีลักษณะคล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน ตัวบ้านมีความยาวประมาณ18 เมตร และมีความกว้าง 10 เมตร ซึ่งมีโครงสร้างของบ้านสร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียวอีกทั้งวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้างต่างๆ ล้วนแต่มาจากวัสดุจากธรรมชาติทั้งสิ้น อย่างต้นหญ้าที่ปลูกไว้เพื่อนำมาใช้มุงเป็นหลังคาขนาดหนาแต่ยังคงความแข็งแรงสามารถรองรับหิมะที่ตกมาอย่างหนักในช่วงฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี

หมู่บ้านเหล่านี้ อยู่บนภูเขาในพื้นที่ห่างไกล บนพื้นที่ราบสูงฮิดะ (Hida) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี1995 พื้นที่ของหมู่บ้านท่ามกลางหุบเขา และธรรมชาติของใบไม้ที่ผลิใบสีเขียวสดใสในฤดูใบไม้ผลิ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงในฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาวที่หมู่บ้านถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวหมดจดของหิมะ หมู่บ้านมีความเป็นมาและคงความเป็นอยู่ดังมนต์ขลังแห่งเทพนิยาย ลักษณะของบ้านที่สร้างตามแบบเฉพาะนี้ (Gassho Style) มีหลังคาเป็นสามเหลี่ยมทรงสูงคล้ายลักษณะการพนมมือ เมื่อยามที่สวดมนต์ โครงสร้างภายในจะเป็นหลายชั้น อาจเป็น 3หรือ 4 ชั้น มีรายละเอียดพิถีพิถัน และมีลักษณะเฉพาะออกไปตามการใช้งาน และแสดงถึงความชาญฉลาดของผู้ปลูกสร้าง และอยู่อาศัย ภายในจะมีผ้าไหมที่รอปูรองไว้เพื่อให้ความอบอุ่นเมื่อยามหน้าหนาวมาเยือน ที่พื้นบ้านในชั้นแรกหลังคาที่มีมุมประมาณ 60 องศา เพื่อให้หิมะไหลได้ง่ายป้องกันการทับถมของหิมะในยามที่หิมะตกหนัก

จุดท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในการสัมผัสบรรยากาศคือการพักค้างคืนในหมู่บ้านชาวนา มีบ้านหลายๆ หลังเปิดให้เป็นที่พักในแบบที่เรียกว่า Minshuku โดยเฉพาะที่ Ogimachi เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่สุดของชิราคาวาโกะ บ้านวาดะ(Wada) และ บ้านนางาเสะ (Nagase) ในโอกิมาชิ (Ogimashi) เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวเพื่อที่จะได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ว่าชาวบ้านดำรงชีวิตอย่างไรในอดีตที่ผ่านมา  โดยเฉพาะในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนสิงหาคมทุกปีจะมีประเพณีลุยน้ำ ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากที่ โกคายาม่า (Gokayama) มี หมู่บ้านอาอิโนะคุระ (Ainokura)ที่ซึ่งหมู่บ้านตั้งตระหง่านท้าทายขุนเขาอยู่ตลอดเวลา และ หมู่บ้านสุกะนุมะ (Suganuma) กับบ้าน 9 หลังที่รวมอยู่ในบ้าน 2 หลัง เป็นสิ่งล้ำค่าที่จะได้มาสัมผัสกับบ้านที่เป็นวัฒนธรรมอันเก่าแก่ และมีค่าของญี่ปุ่นนี้ จุดชมวิวของปราสาทโอกิมาชิ (Ogimashi) ได้รับความนิยมมากสำหรับการชมทัศนียภาพของหมู่บ้านชิราคาวาโกะ จะสามารถมองเห็นหมู่บ้าน 59 หลังคาเรือน จุดชมวิวนี้เหมาะมากกับการชมภาพมุมกว้างของหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นความเขียวชอุ่มของฤดูใบไม้ผลิ สีน้ำตาลแดงของฤดูใบไม้ร่วง หรือว่าในยามที่มีหิมะตกปกคลุม

ปราสาทโอซาก้า

ปราสาทโอซะกะ (「大坂城 หรือ 大阪城」, Ōsaka-jō, 大坂城 หรือ 大阪城) เป็นจุดเด่นของเมืองโอซะกะประเทศญี่ปุ่น เป็นปราสาทที่มีชื่อเสียง ทั้งยังเป็นจุดชมวิวที่เป็นที่นิยม และเป็นสัญลักษณ์ของโอซะกะ ปราสาทนี้ประกอบขึ้นด้วยโครงสร้าง 13 อย่างที่รัฐบาลญี่ปุ่นระบุให้เป็นทรัพย์สมบัติสำคัญในทางวัฒนธรรม สิ่งที่มีชื่อเสียงมากเป็นพิเศษคือ ประตูขนาดใหญ่และและป้อมปราการที่อยู่ตามคูกำแพงเมืองรอบนอก กำแพงสูงชันที่สูงเกือบถึง30 เมตร นั้นทำมาจากก้อนหินขนาดใหญ่ซึ่งส่งเข้ามาในโอซะกะจากเหมืองที่อยู่ห่างออกไปมากกว่า 100 กิโลเมตรความสูงของกำแพงและความกว้างของคูกำแพงเมืองที่เห็นนั้นไม่สามารถเทียบได้กับปราสาทอื่นๆได้ญี่ปุ่นได้เลย  สิ่งที่น่าสนใจยังรวมถึง หลังคารูปปลาโลมาแปดตัวของหอ และหลังคาอยู่ประดับไปด้วยกระเบื้องและแกะสลักเป็นรูปทรงของเสือ ซึ่งทั้งหมดจะถูกชุบด้วยทองคำ หอสูงของปราสาทได้รับการซ่อมแซมใหม่ในปี พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997) การซ่อมแซมในครั้งนี้ได้นำโครงสร้างอันงดงามของกำแพงความบริสุทธิ์และความสุกใสของทองคำกลับมาให้เราเห็นอีกครั้ง ความงดงามของปราสาทจึงได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของเมืองโอซะกะ

แช่ทรายที่อิบุซึกิออนเซน ( Ibusuki onsen )

เชื่อเลยว่าในครั้งหนึ่งในชีวิตของคุณคงเคยถูกเพื่อนหามเอาทรายมากลบ เหลือไว้แต่หัวใช่มั้ยล่ะ ผมคนหนึ่งล่ะที่โดนทรายกลบแทบจะทุกครั้งที่ไปทะเล สนุกนะแต่ก็รู้สึกว่าสกปรกใช่ได้เลยล่ะแต่เอาเถอะสนุกเป็นพอ แต่บางคนคงอาจจะไม่ชอบแน่เลยเพราะเห็นว่าสกปรก แต่เพื่อน ๆ รู้มั้ยว่าที่ญี่ปุ่นเค้าฮิตมากเลยล่ะการฝังกายลงบนทรายเนี้ยเป็นกิจกรรมยอดฮิตเลยล่ะ ที่ อิบุซึกิออนเซน ( Ibusuki onsen ) เห็นชื่อเป็นออนเซนหลายคนคงคิดว่าเป็นน้ำพุร้อนใช่มั้ย แล้วจะมีทรายอะไรได้ไง เค้าไม่ได้ตั้งชื่อผิดอะไรหรอกครับ ชื่อนี้จริง ๆ เพียงแต่เปลี่ยนจากน้ำพุร้อนเป็นทรายร้อนแทนเท่านั้นเองเนื่องจากที่แถบนี้อยู่ใกล้ภูเขาไฟทำให้ดินที่อยู่ที่นี้อุดมสมบรูณ์ไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินมากมาย ทำให้ชาวเมืองที่อิบุซิกิเริ่มกิจกรรมแช่ทรายขึ้นมา
ส่วนการแช่ทรายก็ไม่มีอะไรมาก เริ่มต้องด้วยการเปลี่ยนชุดมาเปลี่ยนชุดยูกะตะ (กิโมโนแบบบาง) ส่วนใครใคร่ใส่ชั้นในก็ใส่ ส่วนใครต้องการให้ทุกส่วนสัดสัมผัสกับแร่ธาตุอย่างทั่วถึง และมั่นใจว่าจะไม่เรท R มากจนเกินไป *-* .....หลังจากนั้นก็เดินไปยังชายหาดที่ทำจะทำการฝัง โดยจะมีการสร้างเตนท์ขนาดใหญ่เตรียมไว้แล้ว นัยว่าไม่ต้องห่วงว่าฝนจะตกแดดจะออกก็สามารถดูดเงินได้ทุกฤดูกาล (ฮา)

 เมื่อเลือกฮวงซุ้ย เอ้ย ฮวงจุ้ยได้แล้ว ก็นอนลงในหลุมที่เค้าขุดเตรียมไว้ แล้วพนักงานก็จะใช้พลั่วโกยทรายฉับ ๆกลบเราให้เหลือแต่คอเป็นอันเสร็จพิธี ... หลังจากนั้นก็แค่ทำการถอดจิต ปล่อยใจให้สบายเหมือนกันการแช่น้ำร้อนอุณหภูมิของทรายที่ฝังก็ไม่ได้ร้อนมากเกินไปนัก ซักประมาณ 40-50 องศาเซลเซียส กำลังดี ...หลังจากผ่านไปสัก10-15 นาที ก็ได้เวลาลุกจากหลุม เพราะถ้าแช่นานเกินไปก็อาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หลังจากนั้นก็ไปอาบน้ำล้างตัว และแช่ออนเซนซ้ำอีกรอบเป็นอันเสร็จพิธีกรรม ...

ถ้าใครมีโอกาสมาเที่ยวก็น่าจะไปลองแช่ทรายดู เพราะที่สำคัญคือใช่ว่าจะสามารถสุ่มสี่สุ่มห้าไปแช่ได้ทุกที่ของญี่ปุ่น แลกกับค่าบริการ 700-1000 เยน ก็ดูไม่น่าจะแพงเกินไปใช่ไหมครับ บอกไม่ได้ว่ารู้สึกอย่างไง บอกได้แค่ว่าอย่างนี้ต้องลอง 




ทัวร์ญี่ปุ่นเที่ยวญี่ปุ่นแพคเกจทัวร์ญี่ปุ่นราคาประหยัด





 

 

 

 

 

 

 

 

view